วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ด้วง

ด้วง หรือ แมลงปีกแข็ง (อังกฤษ: Beetle) จัดเป็นแมลงในอันดับColeoptera ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นอันดับย่อยอีก 4 อันดับ (ดูในตาราง) จัดเป็นแมลงที่มีวงจรชีวิตสมบูรณ์ คือ เป็น ไข่, หนอน, ดักแด้ และตัวเต็มวัย
ด้วง หรือ แมลงปีกแข็งนั้น นับเป็นแมลงที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก กล่าวคือ มีประมาณร้อยละ 40 ของแมลงที่มีอยู่ทั้งหมด (ประมาณ 400,000 ชนิด) มีลักษณะเด่นโดยรวม คือ ในวัยเต็มตัวจะมีปีก 2 คู่ โดยปีกคู่หน้าเป็นปีกที่มีความแข็งเท่ากันหรือเกือบเท่ากันตลอดทั้งแผ่น เรียกว่า Elytra ซึ่งมาจากภาษากรีก (ἔλυτρον) ซึ่งหมายถึง แผ่น หรือ ปีก ส่วนปีกคู่หลังเป็นแผ่นปีกใหญ่ค่อนข้างโปร่งแสง เมื่อเวลาเกาะอยู่ปีกคู่หลังจะพับซ้อนกันอย่างมีระเบียบและซ่อนอยู่ภายใต้ปีกคู่หน้าอย่างมิดชิด และเมื่อต้องการบิน ปีกคู่หลังนี้จะกางออก โดยการเปิดกางออกของปีกคู่หน้าขึ้นก่อนที่จะเหยียดกางปีกคู่หลังนี้ออกมาบินอย่างรวดเร็ว เมื่อเวลาที่จะเกาะหรือคลาน จะหุบปีกโดยปีกคู่หน้าจะประกบกันสนิทเป็นเส้นตรงอยู่ตรงกลางลำตัว ปีกคู่หน้าจึงทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันตัวและปีกคู่หลัง ในขณะที่บินปีกคู่หน้านี้จะไม่ช่วยในการบินแต่จะช่วยในการทรงตัว อย่างไรก็ตาม จะมีด้วงบางชนิดที่ปีกคู่หน้าเชื่อมติดกัน จึงไม่สามารถบินได้ และบางชนิดก็มีปีกคู่หน้าเล็กหรือสั้นกว่าลำตัวมากจนไม่สามารถปิดส่วนท้องได้สนิท
กายวิภาค
  • ส่วนหัว มีตารวม 1 คู่ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่มีตาเดี่ยว 1-2 ตาด้วย มีหนวดโดยมากจะเป็น 11 ปล้อง ลักษณะแตกต่างกันตามวงศ์และแต่ละชนิด โดยหนวดแต่ละอย่างมีชื่อเรียกแตกต่างออกไป คือ หนวดปล้องฐาน, หนวดปล้องสอง, หนวดปล้องที่ 3-11 และแบ่งประเภทของหนวดออกได้ถึง 9 ประเภท ตามลักษณะต่าง ๆ ส่วนของปากประกอบไปด้วยส่วนต่าง ๆ แต่ส่วนที่แข็งและมีพละกำลังมากที่สุด คือ กรามปาก ซึ่งในบางวงศ์ เช่น ด้วงคีม (Lucanidae) มีกรามปากที่มีลักษณะคล้ายคีมหรือกรรไกรขนาดใหญ่ยื่นยาวออกมา ใช้ในกรต่อสู้ป้องกันตัว และแย่งชิงเพศเมียเมื่อผสมพันธุ์ นอกจากนี้แล้วยังมีส่วนของริมฝีปากบน, ริมฝีปากล่างช่วยในการส่งผ่านอาหารเข้าปาก
  • ส่วนอก ส่วนอกของด้วงสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ปล้อง คือ อกปล้องแรก ซึ่งมีขนาดใหญ่อยู่ติดกับส่วนหัว เป็นส่วนอกปล้องเดียวที่สามารถมองเห็นได้จากด้านบน ในด้วงกว่าง (Dynastinae) เพศผู้หลายชนิดมีลักษณะเป็นแผ่นแข็งคล้ายเขายื่นยาวออกไป อาจมีแขนงเดียวหรือหลายแขนงก็ได้ ซึ่งอกปล้องแรกนี้มีความสำคัญในการอนุกรมวิธาน ซึ่งอกส่วนนี้อาจดูคล้ายส่วนหัวมาก แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นรอยต่อของส่วนหัวกับอกปล้องแรกนี้แยกจากกันชัดเจน, อกปล้องสอง และป้องสาม มักถูกปีกแข็งปิดคลุมด้านบนไว้ ส่วนของอกปล้องทั้ง 3 มีขาติดอยู่กับปล้องละ 1 คู่ อกปล้องกลาง หรืออกปล้องที่สอง มีปีกแข็งหรือปีกคู่หน้าติดอยู่ ตรงฐานปีกแข็งด้านบนมีแผ่นแข็งตรงกลางที่เป็นเหมือนจุดหมุมของปีกแข็งที่เรียกว่า สามเหลี่ยมฐานปีก ส่วนอกปล้องที่สาม มีปีกคู่ที่สอง ซึ่งโปร่งใสและบาง ใช้ในการบิน
  • ส่วนท้อง โดยปกติแล้วจะมี 7 ปล้อง แต่บางชนิดก็มี 8 ปล้อง ปล้องท้องแต่ละปล้องมีแผ่นแข็งแต่ละแผ่นคลุมไว้ทั้งด้านบน และด้านล่าง ส่วนของท้องมักถูกปีกแข็งคู่หน้าคลุมไว้จนมิด แต่บางครั้งก็มีส่วนปลายสุดโผล่ยื่นออกมา





วิธีการเลี้ยงด้วง

ตัวอ่อนด้วงกว่างกินซากพืชที่ผุพังอยู่ใต้ดินหากมีดินเปล่าด้วงจะตาย
หรืออาหารไม่มีซากพืชเพียงพอ ด้วงก็จะไม่โต พอออกดักแก้มาก็จะตัวแคระแกรน
ถ้าท่านไม่อยากผสมดินเอง สามารถไปซืเอดินอาหารด้วงได้แล้วในปัจจุบัน ที่ร้านขายแมลงที่สวนจตุจักร
ส่วนสูตร พีชมอส+ดินนิดหน่อย+เชื้อเห็ดฟาง 3-4 ก้อน+ใบไม้ผุ+ไม้ผุ+ขี้เลื่อย+น้ำ
ก็จะได้ดินเลี้ยงด้วงแล้ว ส่วนใส่อะไรเท่าไหร่กะเอา ไม่ได้ตายตัว แจ่ขาดไม่ได้เลยคือ
ก้อนเชื้อเห็ดและขี้เลื่อย เพราะด้วงจำเป็นต้องมีตัวช่วยในการย่อยไม้

ตั๊กแตนใบไม้

ตั๊กแตนใบไม้ (อังกฤษ: Leaf Insect) มีลักษณะเหมือนใบไม้ที่มีทั้งแกนใบและเส้นใบ ที่เหมือนถูกแมลงกัดกิน โดยจะมีลักษณะหนวดของตั๊กแตนใบไม้นั้นจะเป็นแบบเส้นด้าย โดยหนวดชนิดนี้จะมีลักษณะยาว ซึ่งปล้องทุกปล้องมีขนาดเกือบเท่ากัน และจะมีปากทำหน้าที่ในการกัดและบดเคี้ยวอาหาร ประกอบด้วย Labrum เป็นแผ่นบาง ปากมีลักษณะเป็นชั้นเดียว มี mandibles ใหญ่และแข็งแรง ซึ่งด้านข้างมีลักษณะเป็นฟันเลื่อยเพื่อกัดและบดเคี้ยวอาหาร ทั้งนี้ยังมีปีกคู่หน้า ซึ่งเนื้อปีกครึ่งแข็งครึ่งอ่อนตลอดทั้งปีก และปีกคู่หลัง มีเนื้อบางใสทั้งปีก เห็นเส้นปีกชัดเจน และมี jumping leg ทำหน้าที่ยึดหรือหนีบเหยื่อที่จับได้ เช่นเดียวกับขาคู่หลังของตั๊กแตนตำข้าว
ในปัจจุบันนั้นมีการจับตั๊กแตนใบไม้กันมากเพื่อนำไปจำหน่ายหรือนำไปเลี้ยงทำให้ตั๊กแตนใบไม้ลดจำนวนลงมาก เนื่องจากมันเคลื่อนไหวได้ช้าจึงทำให้ถูกจับได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เองกรมอุทยานแก่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จึงจัดให้ตั๊กแตนในสกุลนี้ เช่นตั๊กแตนใบไม้ ตั๊กแตนกิ่งไม้ อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าที่กำหนดให้มีการนำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตั๊กแตนใบไม้

ลักษณะ

ตั๊กแตนใบไม้เป็นแมลงที่อยู่ในอันดับ Phasmatodea สกุล Phylium โดยแมลงในอันดับนี้คือพวกตั๊กแตนกิ่งไม้ ตั๊กแตนใบไม้ ซึ่งถือว่าเป็นแมลงหายากที่รู้จักกันดีในชื่อของแมลงกลุ่ม Phasmids โดยลักษณะเด่นประการหนึ่งคือ เป็นแมลงที่ไม่ค่อยว่องไว มีการเคลื่อนที่ช้า และไม่กระโดด มีรูปร่างเหมือนใบไม้และลวดลายบนตัวที่เหมือนกับเส้นใบของใบไม้ ทำให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย แมลงกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญในแง่ของการศึกษากระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ที่ใช้เทคนิคการพรางตัว เพื่อความอยู่รอด ดังนั้นตั๊กแตนใบไม้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ในด้านการป้องกันตัว โดยใช้เทคนิคการพรางตัว ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่ของความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการระหว่างสัตว์และพืชที่มีวิวัฒนาการมานานกว่า 47 ล้านปี โดยคำว่า Phasma มาจากภาษาละติน แปลว่า ผี ซึ่งมาจากกลไกที่ใช้ในการหลบหลีกศัตรูของแมลงกลุ่มนี้ นั่นเอง

การพรางตัว

เนื่องจากตั๊กแตนใบไม้เป็นแมลงที่เคลื่อนไหวช้าและไม่กระโดด การเคลื่อนที่นั้นจะใช้วิธีเดิน ปีนป่ายไปตามกิ่งไม้ ใบไม้อย่างช้าๆ ทั้งนี้พบว่ามันมีรูปร่างคล้ายกับใบไม้ที่มันกาะอาศัย ปีกมีสีเขียวคล้ายๆใบไม้ อีกทั้งยังมีปีกที่มีลักษณะเป็นเส้นคล้ายกับเส้นใบไม้ จึงมองดูคล้ายกับใบไม้มาก บางครั้งมันมีการโยกตัวไหวไปมาเล็กน้อยคล้าย ๆ กับใบไม้ถูกลมพัด และบางชนิดก็มีสีน้ำตาลปนแดง ปีกมีสีคล้ายกับใบไม้แห้งที่มันเกาะอยู่ซึ่งลักษณะที่มันพรางตัวให้คล้ายกับใบไม้ที่มันเกาะอยู่นั้นก็เพื่อการหลบหนีศัตรูและการหาอาหารทำให้ศัตรูและเหยื่อไม่สามารถมองเห็นมันได้เนื่องจากรูปลักษณ์ที่เหมืนใบไม้มากๆของมันนั่นเอง จึงอาจทำให้ศัตรูและเหยื่อเข้าใจว่ามันเป็นแค่ใบไม้ใบหนึ่งเท่านั้น 
ในการเปลี่ยนสีของตั๊กแตนใบไม้นั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความชื้น แลความเข้มของแสงในสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ โดยการทำงานของเซลล์ Epidermis ที่อยู่เหนือผิว Cuticle ซึ่งจะมีเม็ดสี (Pigment Granules) คอยเคลื่อนที่เข้าในเซลล์ เพื่อตอบสนองกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ขาที่เป็นแผ่นบางๆของมันยังช่วยทำให้มีโครงสร้างกลมกลืนกับใบไม้ทำให้มันกลายเป็นใบไม้ใบหนึ่งได้ไม่ยาก 
ตั๊กแตนใบไม้มีวิธีการหนีศัตรูด้วยการอยู่นิ่งๆตามต้นไม้โดยเฉพาะบริเวณใบ ซึ่งตั๊กแตนใบไม้บางชนิดจะมีสีเขียวทั้งหมดเหมือนใบไม้สด บางชนิดมีสีน้ำตาลเหมือนใบไม้แห้ง นอกจากนั้นเมื่อถูกศัตรูพบเห็นก็มักจะข่มขู่ให้ศัตรูตกใจกลัว ด้วยการแผ่กางปีกที่มีสีสันสวยงามซ่อนไว้ภายในออกมาจนมีขนาดใหญ่กว่าปกติถึง 2 เท่า พร้อมกับกรีดปีกให้มีเสียงดังเพื่อเป็นการขับไล่ศัตรู
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตั๊กแตนใบไม้

ตั๊กแตนกิ่งไม้



เจ้าแมลงชนิดนี้มีชื่อเรียกในภาษาไทยภาคกลางว่า “ตั๊กแตนกิ่งไม้” หรือ “ตั๊กแตนใบไม้” แต่ชื่อสายพันธุ์ที่มีชื่อว่า Phasma ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาละตินที่มีความหมายว่า “ผี” ซึ่งก็คล้ายกับทางภาคอีสานของบ้านเราที่เรียกเจ้าตั๊กแตนกิ่งไม้นี้ว่า “แมงหามผี” ตั๊กแตนกิ่งไม้ สามารถพบได้ตามป่าทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะพบในป่าเขตร้อนมากกว่า ตั๊กแตนกิ่งไม้นั้นกินพวกแมลงเล็กๆ เป็นอาหาร โดยพรางตัวให้เหมือนกับใบไม้หรือกิ่งไม้เพื่อค่อยๆ ย่องเข้าไปจัดการเหยื่อ หรือล่อให้แมลงบินเข้ามาแล้วจัดการซัดเป็นอาหารซะ
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตั๊กแตนกิ่งไม้
รูปร่างของตั๊กแตนกิ่งไม้จะถูกวิวัฒนาการไปตามถิ่นที่อยู่ เนื่องจากตั๊กแตนกิ่งไม้นั้นเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้าและไม่สามารถกระโดดหรือบินได้เหมือนชื่อของมัน การวิวัฒนาการให้รูปร่างกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมก็ช่วยให้พวกมันดำรงชีวิตอยู่ในป่าได้
จากการศึกษาของนักกีฏวิทยามาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 ค้นพบตั๊กแตนกิ่งไม้กว่า 3,000 ชนิดทั่วโลกกระจายตัวอยู่ตามป่าแต่ละชนิดนั้นต่างกันแค่เพียงลักษณะเท่านั้น แต่รูปร่างเหมือนกันเป๊ะๆ ในภาคอีสานของประเทศไทยนั้น เจ้าตั๊กแตนกิ่งไม้นี่ถือว่าเป็นหมอของชาวบ้านเลยทีเดียว บางท้องที่ถึงขนาดนำมาเลี้ยงเพื่อนำมูลของมันเอามาตากให้แห้งใช้ผสมกับน้ำร้อนทำเป็นชาดื่มเพื่อรักษาโรคกระเพาะและสมานแผลในกระเพาะอาหาร
เหตุที่เจ้าตั๊กแตนกิ่งไม้ถูกเรียกว่าภูติแห่งป่าในความเชื่อของชาวตะวันตก ก็เนื่องมาจากความสามารถในการพรางตัวของพวกมันที่เหมือนกับล่องหนราวกับภูติผีนี่แหละ

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ผีเสื้อ

ชนิดของผีเสื้อ ผีเสื้อมี 2 ชนิด คือ ผีเสื้อกลางคืน และผีเสื้อกลางวัน สังเกตได้ง่ายๆ ผีเสื้อกลางวันจะมีสีสันสดใสกว่า หากินเฉพาะกลางวัน ปากมีลักษณะเป็นงวง แต่ผีเสื้อกลางคืน จะมีลักษณะตรงกันข้าม คือ มักมีสีน้ำตาล และไม่มีลายเด่นชัด หากินกลางคืน และบางชนิดมีปากลดรูปไป จนไม่สามารถกินอาหารได้ เช่น ผีเสื้อยักษ์ ย้อนกลับไปดูการเริ่มต้นของการกำเนิดผีเสื้อนั้น ในภาวะการสืบพันธุ์แบบปกติแล้วตัวเมียจะผสมกับตัวผู้ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ตัวผู้จะผสมกับตัวเมียได้หลายตัว เมื่อผสมพันธุ์กันแล้ว ตัวเมียจะหาที่วางไข่บนใบ และลำต้นของพืชอาหาร การเลือกพืชอาหารสำหรับไข่ จะเป็นความสามารถเฉพาะตัวของพืชอาหารสำหรับไข่ จะเป็นความสามารถเฉพาะตัวของผีเสื้อนั้นๆ ก่อนวางไข่ ตัวเมียมักตรวจตรวจสอบกลิ่นพืช โดยใช้หนวดและขนบริเวณปลายขาซึ่งมีเส้นประสาทรับกลิ่นสัมผัสกับตำแหน่งที่ วางไข่ก่อน วิธีการนี้ทำให้ผีเสื้อสามารถวางไข่บนพืชอาหารของตัวเองได้อย่างถูกต้อง ระยะวางไข่ผีเสื้อโดยทั่วไปตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 100 ฟอง มีอายุ 5-7 วัน และใน 100 ฟอง นี้ใช่ว่าจะเกิดเป็นผีเสื้อ 100 ตัวในธรรมชาติ อัตราการรอดของผีเสื้อกลายมมาเป็นแมลงปีกสวยแค่ 2 % หรือ 2 ตัวเท่านั้น ที่เหลือต้องสวมบทบาทเป็นเหยื่อของนกและแมล

งบางชนิดไป หรือ อาจจะถูกลมฟ้าพัดพาไข่ให้ล่องลอยไปหมดโอกาสเป็นผีเสื้อในวันข้างหน้า


วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560